ความทรงจำ

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

การจ้างแรงงาน



    สัญญาจ้างแรงงาน

             สัญญาจ้างแรงงาน คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่า "ลูกจ้าง" ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า "นายจ้าง" และนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดระยะเวลาที่ทำงาน การจ้างแรงงาน รวมถึงการจ้างบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญ จ้างครูสอนหนังสือ จ้างหมอประจำคลินิก สัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายฉบับนี้ เป็นลักษณะการจ้างทั่วๆไป ไม่มีกำหนดเวลาการทำงานที่แน่นอน ไม่ใช่การจ้างงานในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นการจ้างที่จำนวนคนงานไม่มาก เช่นจ้างขนของ จ้างทำงานบ้าน จ้างบรรจุหีบห่อ เป็นต้น

ลักษณะของสัญญาจ้างแรงงาน

       1. เป็นนิติกรรม 2 ฝ่าย คือ มีการตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
       2. เป็นสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือ เมื่อลูกจ้างทำงานให้นายจ้างตามข้อตกลงนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้าง
       3. สัญญาจ้างแรงงานไม่มีแบบ คือ ข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้
       4. สาระสำคัญอยู่ที่คู่สัญญา คือ เงื่อนไข ข้อตกลงเกี่ยวกับการจ้าง ค่าจ้างหรือค่าตอบแทน ขึ้นอยู่กับนายจ้างลูกจ้างจะตกลงกัน
        5. สถานที่ เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบ นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดหาให้ลูกจ้าง
สิทธิของนายจ้าง ลูกจ้าง
        1. มีสิทธิมอบงานหรือไม่มอบงานให้แก่ลูกจ้าง
        2. นายจ้างจะโอนสิทธิของตนให้บุคคลอื่นก็ได้ เมื่อลูกจ้างยินยอม
        3. นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ เมื่อพบภายหลังว่า ลูกจ้างไม่มีฝีมือพิเศษตามที่ตกลงกัน
        4. นายจ้างมีสิทธิจ่ายค่าจ้างเมื่องานเสร็จ หากมิได้ตกลงกำหนดจ่ายค่าจ้างไว้
        5. นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง
         6. นายจ้างมีสิทธิไล่ลูกจ้างออกจากงาน โดยไม่ต้องบอกล่าวล่วงหน้า หากลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง ละทิ้งหน้าที่ กระทำความผิดอย่างร้ายแรง
         7. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน
          8. ลูกจ้างมีสิทธิให้บุคคลอื่นทำงานแทนได้ เมื่อนายจ้างยินยอม
          9. ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง หากไม่มีข้อตกลงกำหนดระยะเวลาการจ้างงาน
         10. เมื่อนายจ้างเสียชีวิต ลูกจ้างบอกเลิกสัญญาได้
         11. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินค่าเดินทางกลับ เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง กรณีลูกจ้างอยู่ต่างถิ่น
         12. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับใบสำคัญแสดงการทำงาน เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุด
หน้าที่ของนายจ้าง ลูกจ้าง

        1. นายจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้าง การจ่ายค่าจ้างจะจ่ายเมื่อใดก็ได้ตามที่ตกลงกัน หรือจ่ายตามจารีตประเพณีก็ได้
        2. นายจ้างมีหน้าที่ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้กับลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง
        3. นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง
        4. ลูกจ้างต้องทำงานด้วยตนเอง ยกเว้นนายจ้างยินยอม
        5. ลูกจ้างมีหน้าที่ตกลงทำงานให้นายจ้างตามเวลาที่ตกลงกันไว้ หากไม่ทำตามที่ตกลงกัน นายจ้างมีสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างหรือเลิกจ้างได้
        6. ลูกจ้างต้องทำงานตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง
ความระงับแห่งสัญญาจ้างแรงาน
         1. เมื่อครบกำหนดเวลาในสัญญา
         2. เมื่องานที่จ้างสำเร็จ
          3. เมื่อลูกจ้างนายจ้างตาย
          4. เมื่อเลิกสัญญาตามกฎหมาย เช่น นายจ้างลูกจ้างทำผิดหน้าที่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อลูกจ้างขาดงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือขาดคุณสมบัติที่ได้รับรองไว้หรือไร้ฝีมือ เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาล่วงหน้า หรือเมื่อการทำงานตกเป็นพ้นวิสัย เมื่อนายจ้างไล่ลูกจ้างออกจากงาน เป็นต้น




          ที่มา : http://www.statelessperson.com/www/?q=node/6723

การค้ำประกัน




          ค้ำประกัน คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน" สัญญาว่าจะชำระหนี้ห้แก่เจ้าหนี้ถ้าหากลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้    หนี้ที่ค้ำประกันนี้จะเป็นหนี้อะไรก็ได้ทั้งสิ้น เช่น หนี้เงินกู้, หนี้ค่าสินค้า, หนี้การก่อสร้าง เป็นต้น

         หลักเกณฑ์ในการทำสัญญาค้ำประกัน
         สัญญาค้ำประกันต้องทำตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวต่อไปนี้
              1. ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และ
              2. ต้องลงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกัน  จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีให้ผู้ค้ำประกันรับ
ผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันแล้วก็จะไม่
ได้ประโยชน์เพราะไม่สามารถฟ้องบังคับผู้ค้ำประกันได้

         ชนิดของสัญญาค้ำประกัน
         สัญญาค้ำประกันอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
               1. สัญญาค้ำประกันอย่างไม่จำกัดจำนวนกล่าวคือ ลูกหนี้ต้องรับผิดชดใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้เป็นจำนวนเท่าใด   ผู้ค้ำประกันก็ต้องชดใช้ให้แก่เจ้าหนี้ในจำนวนเท่ากันกับลูกหนี้ด้วย คือ ต้องรับผิดในต้นเงิน ดอกเบี้ย   ค่าเสียหายในการผิดนัดชำระหนี้ ค่าภาระติดพัน ตลอดจนค่าธรรมเนียมในการฟ้องร้องบังคับคดีด้วย
                2. สัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิดกล่าวคือ   ผู้ค้ำประกันได้ระบุจำนวนไว้ว่าจะรับผิด  ไม่เกินจำนวนตามที่ได้ระบุไว้เท่านั้น ดังนั้น หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้แล้วผู้ค้ำประกันก็จะใช้หนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้ เฉพาะเท่าจำนวนที่ตนระบุไว้เท่านั้น

         ข้อปฏิบัติในการเข้าทำสัญญาค้ำประกัน
         ผู้ใดจะเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในการชำระหนี้ของบุคคลอื่นนั้น ควรปฏิบัติดังนี้
                1. อ่านสัญญาค้ำประกันให้ครบถ้วนทุกข้อก่อนลงชื่อในสัญญาค้ำประกัน
                2. หากประสงค์ที่จะค้ำประกันหนี้เพียงบางส่วน  ก็ให้เขียนระบุไว้โดยแจ้งชัดในสัญญาค้ำประกันว่าประสงค์ที่จะค้ำประกันเป็น จำนวนเท่าใด
                3. หากไม่ประสงค์ที่จะรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ในฐานะลูกหนี้ร่วมกันแล้ว ก็ต้องดูในสัญญาว่ามีข้อความที่ระบุว่าให้ตนรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้หรือไม่ ถ้าไม่มีจึงค่อยลงชื่อในสัญญาค้ำประกัน

          ถ้าผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิอย่างไร  ถ้าผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว  ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาคืนจากลูกหนี้เท่าจำนวนที่ตนได้ชดใช้แทนลูกหนี้ไป แล้ว

         ในกรณีดังต่อไปนี้ผู้ค้ำประกันย่อมพ้นจากความรับผิด    ไม่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้

                 1. ถ้าหนี้ที่ตนค้ำประกันนั้นได้กำหนดวันชำระหนี้ไว้แน่นอนแล้ว   ต่อมาเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด

                  2. เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้ค้ำประกันขอชำระหนี้แทนลูกหนี้ ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ผู้ค้ำประกันก็เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด


   

               ที่มา : http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=41de95a8c4d562d7

สิทธิของผู้ถูกจับ ผู้ต้องหา ตามกฏหมายอาญา



             ในคดีอาญานั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเสมอว่า "ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม หรือจำเลยที่ถูกฟ้องต่อศาล ไม่มี ความผิด จนกว่าจะมีคำตัดสินของศาลที่ถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลผู้นั้นได้ทำความผิดจริง"  เพราะฉะนั้นแล้ว ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำตัดสินออกมา ผู้ต้องหา หรือจำเลยก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่  ดังนั้นการที่เรารีบด่วนไปตัดสิน ประนาม ด่าทอ หรือสาปแช่งว่าเป็นคนชั่วช้าเลวทรามในสังคม เพียงเพราะได้ข้อมูลจากคำบอกเล่าจากคนอื่น จากข่าวสาร แล้วทำการด่วนสรุปไปว่าได้ทำความผิด จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ถูกจับ หรือจำเลย  และในปัจจุบันเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ได้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนหนึ่งได้ถูกจองจำโดยผลของกฎหมาย โดยที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำความผิด  ดังนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ ก่อนที่เขาเหล่านั้นจะถูกตัดสินว่า เป็นผู้ทำความผิด เราก็ควรที่จะให้โอกาสให้เขาเหล่านั้นใช้สิทธิของตนเองที่มี ในการที่จะต่อสู้คดีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองเสียก่อน
 
       "คนที่ถูกหาว่าทำผิด อาจจะไม่ได้ทำความผิด และคนที่ถูกศาลตัดสินให้ต้องโทษจองจำ ก็อาจเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เคยทำความผิดมาเลยในชีวิต"   คำกล่าวที่ว่ามานี้ ก็มีสาเหตุมาจากการที่บ้านเมืองของเราในยุคสมัยนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไป ความซับซ้อนในความคิด และพฤติกรรมของคนเราที่แสดงออกมา ก็ไปไกลเกินกว่าเรื่องของความผิดชอบชั่วดีธรรมดาๆ ที่ในยุคสมัยหนึ่งสามารถนำมาใช้อย่างได้ผล แต่สำหรับในยุคปัจจุบันนี้แล้ว เรื่องของผลประโยชน์ เรื่องเงินทอง หรือปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถสนองความต้องการได้ดีกว่า กลับมามีอิทธิพลเหนือความถูกต้องชั่วดี   ดังนั้นแล้ว คนที่คิดว่าเป็นคนดี หรือเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีอำนาจกฎหมายอยู่ในมือ ในบางครั้งก็สามารถทำเรื่องที่ไม่ดีไม่งามได้เช่นกัน อย่างที่เป็นข่าวออกมาเป็นระยะๆ   เช่นนั้นแล้ว เมื่อท่านไปพบเห็นผู้ต้องหา หรือจำเลยคนหนึ่งอยู่ต่อหน้า ท่านจะตัดสินได้อย่างไรว่า เขาได้เป็นผู้ทำความผิด
   
      ดังนั้น ก่อนที่ผู้ต้องหา หรือจำเลยคนใด จะถูกตัดสินว่าได้เป็นผู้ทำความผิดแล้ว  เราในฐานะประชาชนคนหนึ่งในสังคม ก็ควรที่จะให้ความเป็นธรรมกับเขา ในการที่จะได้รับสิทธิ โอกาส หรือกระบวนการอย่างใดๆ ที่ยุติธรรม ในการพิสูจน์ความถูกผิดของเขาเหล่านั้นนั้นเสียก่อน  ซึ่งในปัจจุบันนี้ ก็ถือว่ายังพอมีความเป็นธรรมอยู่บ้าง ที่ยังมีคนเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อยู่ โดยมีการเขียนกฎหมายเข้ามารองรับและคุ้มครองผู้ต้องหา หรือจำเลยเอาไว้  คือ
      กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 มีใจความว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด"   และในส่วนท้ายก็ได้กำหนดเอาไว้ด้วยว่า "ก่อนมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด ที่แสดงว่าบุคคลใดได้ทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้"

      แม้กฎหมายสูงสุดจะได้รับรองคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา หรือจำเลยเอาไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อเรามามองถึงการปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายแล้ว กลับพบว่า ในบางกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยกลับไม่ได้รับสิทธิตามที่กฎหมายรับรองเอาไว้แต่อย่างใด และที่น่าเศร้ายิ่งขึ้นไปกว่านั้น ผู้ที่ละเลย หรือฝ่าฝืนนั้น กลับกลายเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เกี่ยวข้องเสียเอง  ดังที่ปรากฏออกมาเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ  เช่น การนำผู้ต้องหาออกมาแถลงข่าวต่อหน้ามวลชน แล้วทำการติดป้ายประจาน เพื่อให้คนอื่นเห็นว่า ผู้ต้องหาชั่วช้า หรือไม่ใช่มนุษย์มะนาอะไรอย่างนั้น  ส่วนผู้ที่ทำก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ได้ทำลงไปนั้น ก็เป็นการทำความผิดเช่นกันนะครับ

      ทีนี้เรามาดูเรื่องสิทธิของผู้ต้องหา หรือสิทธิของจำเลย ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีการบังคับใช้อยู่ในขณะนี้ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาให้ดียิ่งขึ้น
   
      1.สิทธิในการแจ้งให้ญาติ หรือเพื่อน หรือคนที่ไว้วางใจ ทราบถึงการถูกจับกุม และสถานที่ที่ถูกจับกุม

         เป็นเรื่องที่มีความสำคัญในอันดับต้นๆ เพราะว่าในขณะที่ถูกจับ ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับกุม คงไม่สามารถติดต่อกับใครได้โดยสะดวก เพราะทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะมีความจำเป็นต้องยึดเครื่องมือติดต่อสื่อสารของผู้ต้องหา หรือผู้ถูกจับกุมไว้ก่อน เพื่อทำการตรวจสอบ หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดต่างๆ ได้ ดังนั้นหากญาติ เพื่อน หรือคนรู้จักที่ผู้ต้องหา หรือผู้ถูกจับไว้วางใจ ได้ทราบว่า ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ถูกจับกุมอยู่ที่ไหน ถูกจับกุมในเรื่องอะไร ก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของความห่วงใยจากญาติพี่น้อง ที่ยังสามารถรับรู้ถึงเรื่องราวและความเป็นไปของผู้ถูกจับ หรือผู้ต้องหาได้  และจะเป็นประโยชน์ในส่วนของการร้องขอประกันตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการจัดเตรียมหลักทรัพย์ หรือเอกสารต่างๆ ในการขอประกันตัวต่อสู้คดี

      2.สิทธิในการพบ และปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว

         สิทธิดังกล่าว เป็นสิทธิเฉพาะตัวขอผู้ถูกจับ หรือผู้ต้องหา ที่จะพบหรือไม่ก็ได้   เหตุที่มีการกำหนดสิทธิในเรื่องนี้ขึ้นมา เนื่องจากผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาที่ถูกจับนั้น อาจจะไม่มีความรู้ในเรื่องของกฎหมาย ไม่รู้ว่าความผิดที่ตนเองถูกกล่าวหานั้น เป็นความผิดอย่าไร ต้องต่อสู้หรือให้การต่อเจ้าหน้าที่อย่างไร  ซึ่งหากผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาให้การไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ เช่น ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม  โดยกล่าวหาว่าได้ใช้มีดทำร้ายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ แต่ข้อเท็จจริงกลับเป็นว่าผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ได้ใช้มีดทำร้ายผู้อื่นจริง แต่เหตุที่เกิดขึ้นเพราะว่าคนอื่นนั้นได้เข้ามาทำร้ายผู้ถูกจับ หรือผู้ต้องหาก่อน  ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา จึงได้ใช้มีดฟันออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำร้ายตนเองก่อนเท่านั้น   หากข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้จริง ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาก็อาจจะไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายก็ได้  ซึ่งหากผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไม่รู้ กลับไปให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองเป็นคนใช้มีดฟันผู้อื่นจริง
โดยไม่ได้ให้การเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองเอาไว้เลย อย่างนี้ก็จะเป็นการรับสารภาพว่าเป็นผู้ทำความผิดจริง และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาล  ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา คงต้องได้รับโทษอันไม่สมควรจะได้รับ เหตุก็เนื่องมาจากความไม่รู้กฎหมายนั่นเอง

     3. สิทธิในการให้ทนายความ หรือผู้ที่ตนเองไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำในชั้นพนักงานสอบสวน

        สิทธินี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ถูกจับ หรือผู้ต้องหาเช่นกัน ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา จะขอใช้สิทธิให้ทนายความของตัวเอง หรือคนที่ตัวเองไว้วางใจ เข้าฟังการสอบปากคำของตนเองได้เสมอ หากไม่มีทนายความ ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา สามารถที่จะร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะจัดหาทนายความให้  เหตุที่ได้มีการกำหนดสิทธินี้ขึ้นมา เนื่องจากต้องการให้การสอบปากคำผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เป็นไปด้วยความถูกต้อง ยุติธรรม ไม่ถูกหลอกลวง บังคับ หรือขู่เข็ญใดๆ จากเจ้าหน้าที่
   
     4.สิทธิในการได้รับการเยี่ยม หรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร

        สิทธินี้เป็นสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา และเป็นสิทธิของญาติๆ ของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ที่จะต้องสามารถติดต่อเยี่ยมเยือน สอบถามถึงความเป็นอยู่ของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาได้   เหตุที่กำหนดเรื่องของสิทธินี้ขึ้นมาก็เนื่องมาจากตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาเอง ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีเลือดมีเนื้อ มีความนึกคิด มีความรักความผูกพันซึ่งกันและกัน การทำความผิดของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหานั้น อาจจะเกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบ หรือเนื่องจากความประมาทเลิ่นเล่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะให้อภัยกันได้
       ในการติดต่อเข้าเยี่ยมผู้ถูกจับ หรือผู้ต้องหานี้ สามารถทำได้แต่ต้องเป็นไปตามวันและระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้กำหนดเอาไว้  ซึ่งหากไม่ทราบก็ควรที่จะติดต่อสอบถามเบื้องต้น เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลา


     5.สิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็ว  เมื่อเกิดการเจ็บป่วย

        สิทธินี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ที่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา จะต้องได้รับ เมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาในระหว่างที่ถูกจับกุมตัวอยู่ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ที่จะต้องดำเนินการจัดส่ง หรือทำการรักษาพยาบาลในเบื้องต้น เพื่อที่จะทำให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา หายเจ็บป่วยโดยเร็ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาร้องขอ
   
        สิทธิดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ที่มีตามกฎหมาย  ดังนั้นกฎหมายจึงได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามา ในการแจ้งสิทธิต่างๆ เหล่านี้ ให้กับผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาได้ทราบ เพื่อจะได้เข้าใจ และรู้ถึงถึงสิทธิของตัวเอง ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการใดๆ ต่อไป



       ที่มา : http://www.chawbanlaw.com/bq_law/folder_bg_2/bkg_2_4.html

การขอประกันตัว



ขั้นตอนการขอให้ปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว)

           ขั้นแรก ให้ผู้ประกันหรือผู้เป็นหลักประกัน จัดเตรียมเอกสารเพื่อใช้ประกอบการยื่นขอให้ปล่อยชั่วคราว ดังนี้

        1. บัตรประจำตัวประชาชนทะเบียนบ้าน (พร้อมสำเนา 1 ชุด)
        2. ถ้าผู้ขอประกันหรือผู้เป็นหลักประกันมีคู่สมรสตามกฎหมาย ต้องมีคำยินยอมของคู่สมรส หากเป็นหม้ายต้องมีใบสำคัญการหย่า หรือตายต้องมีใบมรณะบัตรของคู่สมรสหรือทะเบียนบ้านที่มีการแจ้ง "ตาย" หน้าชื่อของผู้นั้นมาแสดง
        3. กรณีหลักทรัพย์เป็นที่ดินตามโฉนด น.ส.3 หรือ น.ส.3ก ต้องมีหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน จากพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมแผนที่ตั้งหลักทรัพย์โดยละเอียด หากผู้ประกันมิได้เป็นเจ้าของหลักทรัพย์ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจตามกฎหมายมาแสดง
        4. กรณีใช้เงินตามสมุดเงินฝากประจำ หรือใบรับเงินฝากประจำของธนาคารมาเป็นหลักประกัน ต้องมีหนังสือรับรองยอดเงินคงเหลือปัจจุบันของธนาคาร และรับรองว่าจะไม่ยอมให้ถอนเงิน ภายใน 45 วัน หากเป็นการขอให้ปล่อยชั่วคราว ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติ หนังสือรับรองต้องระบุว่า ไม่ยอมให้ถอนเงิน จนกว่าความรับผิดตามสัญญาจะหมดไปแล้ว
        5. กรณีบุคคลเป็นหลักประกัน ให้บุคคลนั้นเสนอหนังสือรับรองจากต้นสังกัดแสดงฐานะ ระดับ อัตราเงินเดือน หรือหนังสือรับรองสถานะของตนเอง หากมีภาระผูกพันในการทำสัญญาประกันหรือใช้ตนเป็นหลักประกันรายอื่นอยู่ ก็ให้แสดงภาระผูกพันนั้นด้วย
           การ ให้บุคคลอื่นนอกจากข้าราชการเป็นหลักประกัน คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ประจำเขตพื้นที่ อาจพิจารณาให้เมื่อบุคคลนั้น เป็นผู้ที่มีหลักฐาน ตำแหน่งหน้าที่อาชีพการงาน ฐานะหรือชื่อเสียงเป็นที่น่าเชื่อถือได้ โดยกำหนดวงเิิงินต ามที่เห็นสมควรเป็นกรณีๆ ไป

ขั้นที่สอง

         ผู้ร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวเขียนคำร้อง ขอให้ปล่อยชั่วคราว และแนบเอกสารที่จัดเตรียมยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ขั้นที่สาม

           คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในเขตพื้นที่แจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวทราบ




         ที่มา  :  http://210.246.159.136/nongboua/index.php?

สัญญากู้ยืมเงิน




         ปีนี้เป็นปีที่ใครๆ ต่างก็บ่นกันอุบ เพราะว่าเศรษฐกิจบ้านเรามันไม่ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็เนื่องมาจากเศรษฐกิจของโลกในระบบของการค้าตลาดเสรี ที่ต่างก็ล้มกันระเนระนาดกันเป็นทิวแถว และยังไม่เท่านั้น มันยังส่งผลกระทบเป็นระลอกคลื่น มายังเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นไม่พ้นชนชาวรากหญ้าตาดำๆทั้งหลาย เพราะว่าข้าวปลาอาหารต่างๆ ก็แพงขึ้นๆ ทำให้เราต้องควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้น ในขณะที่รายรับนั้นเท่าเดิม หรือแทบจะไม่มีเลย เมื่อเป็นแบบนี้ต่อไปใครๆ ก็คงจะพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า แย่   เมื่อสถานะการณ์เป็นอย่างนี้ไม่ว่าใครๆ ต่างก็ต้องแลซ้ายแลขวาเพื่อหาทางเอาตัวรอดกันทั้งนั้น หากท่านมีโอกาสและจังหวะที่ดีพอ ท่านก็อาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เลียบๆ เคียงๆ ไปยังคนที่อยู่ข้างๆ แล้วก็พูดออกมาเลยว่า "ขอยืมเงินหน่อยคร๊าบ"

        "การกู้ยืมเงิน" นั้น เป็นเรื่องธรรมดาในยุคนี้สมัยนี้ และสำหรับชาวบ้านชาวช่องทั่วๆ ไปต่างก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้นในช่วงเวลาที่ลำบากยากเข็ญ  ซึ่งในเรื่องของการกู้ยืมเงินตามแบบฉบับของชาวบ้านนั้น ส่วนมากก็จะเป็นการขอยืมกันด้วยปากเปล่า ไม่ได้มีการทำสัญยงสัญญาอะไรไว้ต่อกัน ทั้งนี้เพราะถือหลักความคุ้นเคยและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และเมื่อได้มีการหยิบยืมเงินกันแล้ว เมื่อถึงเวลา ก็จะเอามาคืนให้กัน โดยที่ไม่ได้มีการคิดดอกบงดอกเบี้ยให้มันปวดสมองเล่น และการยืมแต่ละครั้งก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก   
       
           สิ่งที่ได้กล่าวและเกิดขึ้นมานี้ ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในยามที่ลำบาก  แต่ก็อย่างว่าละครับ คนเราเกิดมาย่อมจะมีความแตกต่าง ทั้งจริต นิสัย ถ้าเจอคนที่ดีก็ถือว่าเป็นบุญไป แต่หากไปเจอคนที่เลว ชอบเอารัดเอาเปรียบ หรือคอยจ้องแต่จะคดโกงคนอื่นอย่างนี้แล้ว อย่างนี้ก็คงไม่ไหว และหากคนแบบนี้มาขอหยิบยืมเงินเราไป ปัญหาที่ตามมาก็อาจจะหนีไม่พ้นต้องกุมขมับ เพราะว่าหายเข้าไปในกลีบเมฆ หรือทวงถามเมื่อไหร่ก็บอกไม่มี แล้วก็ผลัดผ่อนไปวันหลังอยู่เรื่อยๆ แบบนี้ผู้ให้ยืมก็คงหน้าดำหน้าเขียวไม่รู้จะทำอย่างไรดีซะงั้น

        ตามหลักของกฎหมายในเรื่องของการกู้ยืมเงิน การจะทำสัญญากู้ยืมเงินในแต่ละครั้งนั้นจะทำสัญญากันด้วยปากเปล่าก็ได้ หรือเพื่อความมั่นใจว่า จะไม่เกิดปัญหาขึ้นตามมาภายหลัง จะทำเป็นหนังสือสัญญาโดยเฉพาะก็ได้เช่นกัน เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดเอาไว้  (แต่ถ้าจะให้ดีเพื่อความสบายใจ เราก็ควรที่จะทำเป็นหนังสือสัญญาดีกว่า) แต่ว่า หากมีการกู้ยืมเงินกันเป็นเงินมากกว่าสองพันบาทขึ้นไป (ก็ 2,001 บาทขึ้นไป) ก็จะต้องมีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และต้องลงลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสำคัญ (หลักฐานการกู้ยืมนั้นจะเป็นหนังสืออะไรก็ได้ โดยต้องมีลายมือชื่อของผู้กู้ยืมอยู่ด้วย เช่น จดหมายโต้ตอบว่าได้มีการยืมเงินกันไป อย่างนี้ก็ใช้ได้) และหากว่ามีการกู้ยืมเงินกันเกินกว่าสองพันบาท แล้วไม่ได้ทำสัญญากันไว้ หรือว่าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่ง
อย่างใดเลย อย่างนี้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะไปฟ้องร้องต่อศาล เพื่อจะเรียกร้องเอาเงินจากผู้กู้ยืมคืนมาไม่ได้  เมื่อเป็นอย่างนี้ ผู้ให้กู้ก็ต้องรับเคราะห์ไป ส่วนผู้กู้ก็เดินยิ้มแฉ่งได้อย่างสบายอกสบายใจ เพราะได้ตังค์ใช้ฟรี

        ดังนั้นในการกู้ยืมเงินกัน แม้ว่าเราจะรู้จักมักคุ้นกับผู้กู้เงิน และไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขนาดไหน เราก็ควรจะทำสัญญา หรือทำหลักฐานการกู้ยืมกันไว้จะเป็นการดีที่สุด เพราะตามข้อเท็จจริงที่ได้เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ คดีเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินโดยส่วนมาก คู่พิพาทมักจะเป็นคนที่รู้จักกัน

        ที่นี้เรามาว่ากันในส่วนของฝ่ายของผู้กู้ยืมเงิน  กฎหมายก็ได้วางหลักเกณฑ์ในส่วนของผู้กู้ยืมเงินเอาไว้เช่นกัน กล่าวคือ เมื่อการกู้ยืมเงินได้ทำเป็นหนังสือสัญญาไว้ต่อกัน หรือไม่ได้ทำหนังสือสัญญา แต่ว่าได้ทำหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ที่แสดงได้ว่าได้มีการกู้ยืมเงินกัน โดยฝ่ายผู้กู้เงินได้เซ็นต์ชื่อลงในหนังสือนั้นด้วย เช่น
         นาย ก. เขียนจดหมายไปหา นาย ข. บอกว่า "เงินที่ยืมไป 50,000 บาท ชาติหน้าถึงจะคืนให้" เสร็จแล้วนาย ก. ก็ได้ลงชื่อเอาไว้
         ข้อความที่กล่าวไว้ข้างต้น เพียงเท่านี้ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานของการกู้ยืมเงินได้  และต่อมาเมื่อผู้กู้เงินได้ชำระเงินตามวันเวลาที่ได้ตกลงกันไว้กับผู้ให้กู้เงินแล้ว แต่ปรากฏว่า ผู้กู้เงินกลับละเลยไม่ขอใบเสร็จ หรือหลักฐานการชำระเงิน หรือเมื่อชำระเงินให้กับผู้ให้กู้เงินครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ได้ขอสัญญากู้ หรือหลักฐานการกู้คืนจากผู้ให้กู้ หรือขอให้ผู้ให้กู้เงินทำลายสัญญา หรือหลักฐานการกู้ยืมเงินนั้นเสีย ทั้งนี้ก็เพราะความเชื่อใจกันแล้ว   หากปรากฏว่าวันดีคืนดีผู้กู้เงินก็ได้รับหมายเรียกจากศาล โดยมีข้อหาว่า ผู้กู้เงินผิดสัญญาไม่ชำระเงินให้แก่ผู้ให้กู้เงินตามสัญญา  เมื่อเกิดเหตุอย่างนี้แล้ว ผู้กู้เงินจะต่อสู้กับผู้ให้กู้ โดยนำพยานหลักฐานไปแสดงต่อศาล เพื่อแสดงว่าได้นำเงินไปชำระคืนให้กับผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้วไม่ได้  ทั้งนี้เพระว่าผู้กู้เงินไม่มีหลักฐานแสดงได้ว่า ได้นำเงินไปชำระแล้วนั่นเอง ที่นี้ผู้กู้เงินก็ต้องก้มหน้ารับเคราะห์ หาเงินไปชำระให้กับผู้ให้กู้อีกรอบ ส่วนผู้ให้กู้เงินก็ยิ้มบ้าง เพราะได้กำไรเป็นเท่าตัว

        สรุป ในส่วนของผู้กู้เงิน เมื่อได้นำเงินมาชำระคืนแก่ผู้ให้กู้ ก็ควรที่จะขอใบเสร็จ หรือหนังสืออย่างอื่นที่แสดงว่าได้มีการชำระเงินคืนแล้ว เป็นเงินเท่าใด  และหากชำระครบถ้วนแล้ว ก็ขอสัญญาคืน หรือขีดฆ่า หรือฉีกทำลายเสียซึ่งดีกว่าใช้ความเชื่อใจ แล้วเกิดปัญหาขึ้นมาภายหลังนะครับ



             ที่มา : http://www.chawbanlaw.com/bq_law/folder_bg_7/bkg_7_2.html

กฏหมายที่ดิน

ความรู้เกี่ยวกับกฏหมายที่ดิน


            "ที่ดิน" เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ และการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างมาก เพราะที่ดินเป็นปัจจัยเบื้องต้นของการดำเนินชีวิตของสังคมเราที่ขาดเสียไม่ได้ เป็นรากฐานของบ้านเรื่อนที่อยู่อาศัยของชาวบ้านประชาชนโดยทั่วไป ไม่ว่าจะอยู่ในเขตต่างจังหวัด หรือในเขตมหานคร และที่ดินยังเป็นฐานในการผลิตปัจจัยสำคัญในเรื่องของอาหารให้กับคนเราอีกด้วย ดังนั้นที่ดินจึงมีความสำคัญ และได้กลายไปเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสำหรับประชาชน

        ปัจจุบันประชาชกรในประเทศของเรา ได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะขึ้นไปเรื่อยๆ ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศก็เจริญเติบโตไปตามยุคสมัย จนเราแทบจะปรับตัวตามไม่ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิด แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น ก็คือ  ความต้องการในการใช้ที่ดินที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ในขณะเดียวกัน จำนวนของที่ดินกลับมีจำนวนที่จำกัด และกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่มบางพวก  ดังนั้นการแย่งชิง การบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินสาธารณะจึงได้เกิดมีขึ้นอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ซึ่งรวมไปถึงปัญหาของการบุกรุกป่าของชาวบ้านเพื่อจะเข้าไปทำประโยชน์ตามที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ จึงมีมากเพิ่มตามไปด้วย

        ปัจจุบันกฎหมายที่ดิน ได้เข้ามามีบทบาทในการเข้ามาควบคุม และยังเป็นหลักเกณฑ์ในการได้มาซึ่งที่ดินของชาวบ้านตามกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอน ตามที่กฎหมายกำหนดไว้แทบทั้งสิ้น   ทำให้ปัจจุบัน การได้มาของที่ดินของชาวบ้านและประชาชน จึงเป็นการได้มาโดยการซื้อขายเปลี่ยนมือกันต่อๆ มา  รวมทั้งการได้รับมาโดยการตกทอดเป็นมรดกจากพ่อสู่ลูก เป็นส่วนใหญ่

        “ที่ดิน” ตามภาษาชาวบ้านนั้น เป็นที่เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า คือ พื้นดินทั่วไป  แต่ในความหมายของกฎหมายที่ดินนั้น  “ที่ดิน” มีความหมายกว้างกว่าตามความหมายธรรมดาของชาวบ้าน โดยตามกฎหมายที่ดินนั้น รวมไปถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเล ด้วยนะครับ..

เอกสารเกี่ยวกับที่ดิน

  "ที่ดิน" เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งของชาติ ในสมัยโบราณนับตั้งแต่สมัยสุโขทัย ที่ดินทั้งหมดเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน ต่อมาก็ได้มีการอนุญาตให้ประชาชนได้เข้าครอบครองทำกินเรื่อยมา จวบจนมาถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนการถือครองที่ดินของชาวบ้านเรื่อยมา จากเดิมที่ถือว่า ที่ดินเป็นของพระเจ้าแผ่นดินทั้งหมด สุดท้ายก็ได้ปรับเปลี่ยนมาในลักษณะที่ชาวบ้านสามารถเข้าครอบครองทำกิน จวบจนปัจจุบันชาวบ้านประชาชนก็สามารถกลับกลายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้

         ปัจจุบันหน่วยงานราชการที่เกี่ยวกับที่ดิน ได้ออกเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินให้กับประชาชนผู้ครอบครองที่ดินทำกิน เพื่อเอาไว้แสดงเป็นหลักฐาน ในส่วนของขอบเขต ทิศ ลักษณะ พร้อมทั้งแสดงความเป็นเจ้าของๆ ที่ดินผืนนั้นๆ อันมีมาแต่เดิม ทั้งนี้เอกสารสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินที่ โดยมีรายละเอียดดังนี้

         1. หลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน หรือ ส.ค.1  ออกให้กับราษฎรซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน อยู่ก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ซึ่งราษฎรได้ไปแจ้งการครอบครองเอาไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

         2. ใบจอง หรือ น.ส.2 เป็นหนังสือสำคัญที่ออกให้แก่ราษฎร เพื่อแสดงการยอมให้ราษฎรเข้าครอบครองที่ดินได้ชั่วคราว

         3. ใบเหยียบย่ำ เป็นหนังสือสำคัญที่อนุญาตให้ราษฎรเข้าจับจองที่ดิน เพื่อให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินรกร้างว่างเปล่า  โดยใบอนุญาตนี้ มี 2 ชนิด คือ
             - ใบเหยียบย่ำ คือ ใบอนุญาตให้ราษฎรจับจองที่ดิน ซึ่งนายอำเภอเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการออกใบเหยียบย่ำ มีระยะเวลาให้ราษฎรที่ได้รับอนุญาตเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินให้แล้วเสร็จ ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบเหยียบย่ำ
             - ตราจอง คือ ใบอนุญาตให้ราษฎรจับจองที่ดิน ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดิน เป็นผู้มีอำนาจในการออกใบอนุญาต มีระยะเวลาให้ราษฎรที่ได้รับอนุญาตเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบตราจอง

         4. หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ น.ส.3 เป็นหนังสือสำคัญจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ราษฎรได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว ซึ่งที่ดินที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้ จะต้องเป็นที่ดินที่ผู้มีสิทธิในที่ดินได้ครอบครองและทำประโยชน์แล้ว และเป็นที่ดินที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ ตามกฎหมาย

         5. ใบไต่สวน หรือ น.ส.5 เป็นหนังสือสำคัญแสดงการสอบสวน เพื่อออกโฉนดที่ดิน ในที่นี้หมายความรวมถึงใบนำ ด้วย

         6. โฉนดที่ดิน หรือ น.ส.4 คือหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

การทำสัญญาซื้อขายที่ดิน

              การซื้อขาย เป็นกิจกรรมที่มีมานานแล้ว ตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า ซึ่งเริ่มแรกเดิมที่นั้น ก็เป็นเพียงกิจกรรมการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่จำเป็นต่อกันธรรมดาๆ ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาสื่อกลางในการทำการซื้อการขาย ซึ่งหากจะรู้ว่าเรื่องราวจากอดีตมาถึงปัจจุบันนั้น เรื่องราวรายละเอียดเป็นมาอย่างไร ก็ลองๆ ไปสอบถามเอากับผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมา และนั้นก็คงจะยากเต็มที เพราะว่าท่านที่ว่าไม่คอยนานอย่างนั้นหรอก (ตามอายุขัย) ทางที่ดีก็เปิด
หนังสือตำราตามห้องสมุดต่างๆ เป็นดีที่สุดละครับ

         เมื่อเรื่องของการซื้อขายมีมานมนานแล้ว ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ชาวบ้านโดยทั่วไปจะเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องของการซื้อการขายในปัจจุบันนี้ ต้องทำกันอยู่ทุกวัน นับตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดงทั้งหลาย ที่มักจะร้องงอแงขอเงินไปซื้อขนมอยู่ทุกวัน และที่ว่ามารวมๆ กันนั้น ก็เป็นเรื่องของการซื้อขายโดยทั่วไป แต่ถ้าถามถึงการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ละ  แบบนี้ก็เดาได้ไม่เลยว่า บางคนก็อาจจะรู้ บางคนก็คงส่ายหน้า  ที่เป็นอย่างนี้ สาเหตุก็มาจากเรื่องของการใช้ภาษา  เพราะภาษาที่ใช้เป็นภาษาทางการมากเกินไป แต่ถ้าเราบอกว่า "ซื้อขายที่ดิน" ทุกคนก็คงจะร้องอ๋อ และต่างก็ถึงบางอ้อทันที

         "อสังหาริมทรัพย์"  ถ้าไม่ลงรายละเอียดมากนัก เราก็จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ดินเป็นส่วนใหญ่   ดังนั้นเมื่อเราได้ยินคนพูดถึงเจ้าอสังหาริมทรัพย์  เราก็จะสามารถเข้าใจ และเห็นภาพได้ว่าเป็นเรื่องของที่ดิน การซื้อขายที่ดินในทางกฎหมายนั้น จะมีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน ซึ่งสำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว ก็อาจจะรู้สึกเหมือนกันว่า  เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก ทำให้ต้องเสียเวลาทำมาหากิน และสุดท้ายก็เลยแก้ปัญหาโดยการซื้อขายกันเอาเองเลย ก็แบบว่า เอาตังค์มา แล้วก็เอาที่ดินไปเลย  แบบนี้ถ้าถามว่าใช้ได้หรือเปล่า ก็บอกได้ว่า ใช้ได้แบบชาวบ้านๆ (หากไม่มีปัญหาอะไรขึ้นมาเสียก่อน)

         ที่นี้เรามาทำความเข้าใจ ในเรื่องของการ "ซื้อขายที่ดิน" ที่ถูกต้องตามกฎหมายกันก่อนดีกว่า ในที่นี้จะขอพูดถึงเรื่องของการซื้อขายที่ดินที่มีโฉนด หรือที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หรือใบไต่สวน โดยกฎหมายที่กำหนดเรื่องของการซื้อขายที่ดินเอาไว้ ก็จะเป็นไปตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ซึ่งได้กำหนดเรื่องนี้เอาไว้ว่า "การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นโมฆะ " จากหลักเกณฑ์ดังกล่าว สามารถสรุปขั้นตอนการทำได้ว่า
          1. ทำเป็นหนังสือ   
          2. นำหนังสือนั้นไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
          3. หากไม่ทำตามข้อ 1. และข้อ 2. การซื้อขายก็จะตกเป็นโมฆะ

         "การทำเป็นหนังสือ" นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องมีรูปแบบอย่างไร แต่ก็เข้าใจได้ว่า ก็คือหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินนั้นเอง  ฉะนั้นแล้วการซื้อขายที่ดิน จึงต้องทำเป็นหนังสือหรือสัญญาขึ้นมาเสมอ ดังนั้นเราจะทำการซื้อขายด้วยวาจา อย่างนี้ก็คงไม่สามารถจะทำได้

         "นำไปจดทะเบียน"  ในส่วนนี้ก็เป็นการนำเอาสัญญาซื้อขาย ที่ได้ทำขึ้นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไปขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
       
         "พนักงานเจ้าหน้าที่"  ในที่นี้ก็ คือ "เจ้าพนักงานที่ดิน"

         ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า "การซื้อขายที่ดิน" ผู้ซื้อและผู้ขายต้องทำสัญญาซื้อขายเป็นหนังสือขึ้นมา โดยผู้ซื้อผู้ขายสามารถตกลงกันในเรื่องของราคา  การจ่ายเงิน  วันที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดิน และการจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนต่างๆ เสียให้เรียบร้อยเสียก่อน  เมื่อได้ทำสัญญากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำหนังสือสัญญาที่ได้ทำกันนั้นไปที่สำนักงานที่ดินในเขตพื้นที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ พร้อมกับโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ของที่ดินที่ต้องการจะทำการซื้อขายกันนั้น เพื่อขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนการซื้อขายให้  
         เมื่อได้ยื่นเรื่องต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินก็จะตรวจสอบสัญญา และเอกสารต่างๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ และถ้าถูกต้อง ก็จะทำการจดทะเบียนสิทธิให้  โดยเจ้าหน้าที่จะแก้ไขรายการสารบาญแสดงกรรมสิทธิ์หลังโฉนด หรือหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เพียงแค่นี้ก็เสร็จเรื่องแล้วครับ

         ที่นี้เรามาต่อในส่วนของ "ที่ดินมือเปล่า" ซึ่งก็คือ ที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ เลย แบบนี้จะทำการซื้อขายได้หรือเปล่า ซึ่งก็น่าสงสัยอยู่     คำตอบที่มีอยู่ ก็คือ สามารถทำการซื้อขายกันได้ครับ ที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หรือที่เรียกว่าที่ดินมือเปล่านั้น  ถึงแม้ว่าจะไม่มีเอกสารในการแสดงสิทธิว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน  แต่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินก็มีสิทธิตามกฎหมาย ในการที่จะเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์  ซึ่งภาษากฎหมายเรียกว่า "สิทธิครอบครอง"               

         ดังนั้นหากใครเป็นเจ้าของ และได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นจริง ก็จะมีสิทธิในที่ดินนั้น ที่จะเข้าไปทำมาหากิน จะเอาไปขาย หรือจะยกให้ใครก็ได้   ส่วนวิธีการซื้อขายนั้น ก็ทำกันอย่างง่ายๆ แบบชาวบ้านๆ ก็ได้ คือ "เอาตังค์มา  แล้วก็เอาที่ดินไป"  แค่นี้ละครับ ง่ายดี 

   

              ที่มา:   http://www.chawbanlaw.com/bq_law/folder

การครอบครองปรปักษ์



การครอบครองปรปักษ์
            การครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยคุ้นหูกันนัก แต่คุณควรรู้ไว้เพื่อจะได้ไม่เสียทรัพย์สินของตนเองไป เพราะมีผู้อื่นมาใช้ทรัพย์สินของคุณเป็นเวลานานโดยคุณคิดว่าไม่เป็นไร หรือบางคนก็ลืมไปเลย

การครอบครองปรปักษ์   หมายถึง  การเสียสิทธิ์ในทรัพย์สินของตน โดยการถูกผู้อื่นแย่งการครอบครอง
หรือในทางหลักทฤษฏีกฏหมายเรียกว่า  " อายุความได้สิทธิ์ "

การครอบครองปรปักษ์ เป็นการที่บุคคลอื่นจะได้สิทธิ์หรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเรา โดยการครอบครอบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพานิชย์มาตรา 1382 ว่า " บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ  ถ้าอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อเป็นเวลา 10 ปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ติดต่อเป็นเวลา 5 ปี ท่านว่า บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์

หลักเกณท์แห่งการครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธ์
ประกอบด้วยหลักเกณท์ 6 ประการ ดังนี้

       1.  ครอบครอง  หมายถึง กิริยายึดถือทรัพย์สิน  เช่น เข้าทำประโยชน์ปลูกพืช
เลี้ยงสัตว์ในเรือกสวนไร่นา  ถือว่าได้ครอบครองเรือกสวนไร่นานั้นแล้ว เป็นต้น

        2.  ทรัพย์สินของผู้อืุน  หมายถึง  ทรัพย์สินที่เจ้าของมีกรรมสิทธิ์อยู่ในกรณีที่ดินจะต้องเป็นที่ดินที่มีโฉนดหรือตราจองเท่านั้น

        3.  โดยสงบ คือ การครอบครองโดยปราศจากการข่มขู่ การใช้กำลัง การหลอกลวงและไม่มีใครมาหวงห้ามกีดกัน แสดงความเป็นเจ้าของ หรือการฟ้องร้องขับไล่่

        4.  โดยเปิดเผย คือ การครอบครองโดยมิได้หลบซ่อนเร้นปิดบัง หรืออำพรางใด ๆ

         5.  ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ คือ การครอบครองโดยเจตนาตั้งใจที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น ไม่ใช่การครอบครองแทนผู้อื่น เช่น คนสวนเฝ้าสวนแทนเจ้าของสวนหรือครอบครองตามสัญญาที่ได้ให้อำนาจไว้ เช่น การครอบครองที่นาเพื่อทำนาตามสัญญาเช่านาเป็นต้น

          6.  ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ติดต่อกัน 10 ปี หรือสังหาริมทรัพย์ 5 ปี  ความหมายของ
" อสังหาริมทรัพย์ " โดยทั่ว ๆ ไป หมายถึงที่ดินรวมทั้งทรัพย์ที่ติดกับที่ดิน เช่น ตึกรามบ้านช่อง อาคาร ถาวรวัตถุ เป็นต้น  " สัีงหาริมทรัพย์ " ก็คือทรัพย์ที่ขนเคลื่อนที่ได้นั่นเองการครอบครองปรปักษ์จะได้กรรมสิทธิ์ต้องปรากฏว่า  ครอบครองติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลานานตามกฏหมายกำหนดไว้ด้วย  หลักเกณท์ดังกล่้าวข้างต้นต้องเป็นทรัพย์สินที่เจ้าของมีกรรมสิทธิ์อยู่ และถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันนานถึง 10 ปี

กรณีที่ดินที่มีหลักฐานต่อไปนี้ถือว่ามีสิทธิ์ครอบครอง ไมถือว่ามีกรรมสิทธิ์ ซึ่งรู้จักกันเรียกว่า ที่ดินมือเปล่า คือ

          1. น.ส. 3 เรียกย่อคำว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นแบบเก่า

          2. น.ส. 3 ก. หนังสือรับรองการทำประโยชน์ ออกโดยใช้การถ่ายรูปทางอากาศ

           3. น.ส. 2  ใบจอง เป็นหนังสือที่รัฐอนุญาตให้ครอบครองที่สินชั่วคราว

           4. น.ส. 5  ใบไต่สวน เป็นหนังสือที่ทำขึ้นเพื่อการจะออกโฉนด

           5. ใบนำ  เป็นหนังสือที่ออกให้แก่ผู้ครอบครองที่ดิน นำเจ้าพนักงานรังวัดที่ดิน

            6. ส.ค. 1  เป็นหนังสือแจ้งการครอบครอง

            7. ที่ดินที่มีสิทธิ์ครอบครองแล้ว  แม้ไม่มีหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงสิทธิ์เลย


ที่ดินมือเปล่าทั้งเจ็ดข้อข้างต้น  การถูกแย่งการครอบครองไม่ใช้อายุความ 10 ปีตามมาตรา 1382 แต่ว่าจะอยู่ในบังคับของบทบัญญัติมาตรา 1376  " ถ้าผู้ครอบครองถูกแย่งการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฏหมายไซร้ ท่านว่าผู้ครอบครองมีสิทธิ์จะได้คืนซึ่งการครอบครอง  เว้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์เหนือทรัพย์สินดีกว่า ซึ่งจะเป็นเหตุให้เรียกคืนจากผู้ครอบครองได้  การฟ้องร้องเพื่อจะเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น  ท่านว่าต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง "

            ดังนั้น  บรรดาเจ้าของที่ดินมือเปล่าจะต้องขยันมากกว่าเจ้าของที่ดินมีกรรมสิทธิ์ คือจะต้อง
เอาใจใส่หมั่นไปดูแลที่ดินของตนอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะหากมีผู้อื่นมาแย่งการครอบครองบุกรุกเข้ามาจะได้ทักท้วงหวงห้ามปกป้องสิทธิ์ของตนไว้ก่อน  เพราะที่ดินมือเปล่าเพียงผู้อื่นเข้ามาครอบครองที่ดินของเราเพียงแค่ 1 ปี ก็ได้สิทธิ์ครอบครองแล้ว  หากว่าเกิน 1 ปี แล้วไปห้องศาลศาลก็จะยกฟ้อง  ทั้งนี้เนื่องจากการฟ้องเพื่อเอาคืนต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ที่สำคัญคือไม่ใช่นับแต่เวลาที่เจ้าของที่ดินรู้




                 ที่มา : http://www.umarin.com/board/index.php?topic=721.0